.
เมื่อคืน ผมเชื่อว่าคนไทยจำนวนมากมีความสุขกับข่าวเดียวกัน นั่นคือ ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ทำสิ่งที่พวกเรารอคอยมานานหลายสิบปีสำเร็จแล้ว เราได้ไป Olympic 2028 ครับ
.
ประเทศไทยเอาชนะจีน เจ้าภาพการแข่งขัน 3-2 เซ็ต ในนัดชิงชนะเลิศวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026 คว้าแชมป์เอเชีย และคว้าสิทธิ์ไปแข่งขัน Olympic ที่ Los Angeles ปี 2028 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย
.
กว่าจะมาถึงวันนี้ เราเคยเข้าใกล้มันมากๆ หลายครั้ง ใกล้จนคิดว่าได้ไปแล้ว แล้วก็พลาด พลาดอีก และพลาดอีก เชื่อว่าแฟนวอลเลย์บอลไทยหลายคนถอดใจแล้วว่า ในชีวิตนี้ เราคงจะไม่ได้เห็นทีมชาติไทยใน Olympic แล้ว … จนกระทั่งวันที่ 30 สิงหาคม 2026 ทุกอย่างเปลี่ยนไป
.
สิ่งที่น่าสนใจคือ Olympic ยังไม่ได้เริ่มเลย มหกรรม LA 2028 ยังอีกเกือบ 2 ปี เรายังไม่รู้ว่าทีมไทยจะชนะกี่ Match? จะเข้ารอบลึกแค่ไหน? จะได้เหรียญหรือไม่?
.
แต่ผมเชื่อว่า สำหรับคนไทยจำนวนมาก เราไม่ได้ต้องรอถึงวันนั้นเพื่อรู้สึกว่าเรา “ชนะ”
.
เพราะบางครั้ง ความสำเร็จไม่ได้มีเพียงปลายทางเดียว การก้าวข้ามกำแพงที่ข้ามไม่ได้มาหลายสิบปี ก็คือความสำเร็จ การล้มแล้วกลับมายืนได้ ก็คือความสำเร็จ การทำให้คนรุ่นใหม่ไปได้ไกลกว่าคนรุ่นก่อน ก็คือความสำเร็จ และการกลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งพอจะไปยืนบนเวทีที่ครั้งหนึ่งเคยดูเหมือนไกลเกินเอื้อม นั่นคือเรา “ชนะ” แล้ว
.
เรื่องราวมหัศจรรย์นี้ ทำให้ผมนึกถึงน้องๆ ที่ผมและ EverLearnX ดูแลขึ้นมาทันที
.
เวลาคุณพ่อคุณแม่พาลูกมาหาเรา ส่วนใหญ่จะมี Destination บางอย่างอยู่ในใจ เช่น อยากให้เข้า Harvard, Stanford, MIT, Oxford, Cambridge หรือมหาวิทยาลัยระดับโลกทั่วทุกทวีปได้
.
ซึ่งแน่นอนว่า หน้าที่ของ EverLearnX คือพยายามช่วยให้น้องไปถึงตรงนั้นให้ได้ ตั้งแต่การวางกลยุทธ์, แนะนำ Extracurricular Activity ที่เหมาะสมกับน้องแต่ละคน เช่น Passion Project, Internship, Awards, ตลอดจนการติวสอบ SAT หรือ IELTS ไปจนถึงการเขียน Application, Essay, Letter of Recommendation และเตรียม Interview
.
แต่ยิ่งผมทำงานนี้มานานเท่าไร ผมยิ่งรู้สึกว่า ถ้าเรามองว่าความสำเร็จของนักเรียนคนหนึ่ง มีเพียงสองคำ คือคำว่า “ติด” กับ “ไม่ติด” เรากำลังมองข้ามสิ่งที่มีค่าที่สุดของการเดินทางครั้งนี้ไป
.
ตัวอย่างเช่น น้องคนหนึ่ง เป็นคนเงียบๆ ตอน Grade 9 ตั้งใจมากว่าอยากเรียนปริญญาตรีสาขา Engineering เพราะน้องเรียน Math และ Physics เก่ง ชอบแก้โจทย์ ชอบ Technology และที่ผ่านมา ทำ Career Test มา ก็ออกมาว่าน้องเหมาะกับสาย Engineering
.
ถ้าเป้าหมายของ EverLearnX มีเพียงการสร้าง Profile ให้สอบติด ก็คงวาง Roadmap ให้น้อง และให้น้องทำกิจกรรมต่างๆ ด้าน Engineering ไปเลย เช่น แข่ง Coding, ทำวิจัยด้าน Engineering, ไปจอย Engineering Summer Camp โดยไม่ได้ Reflect ว่าแต่ละกิจกรรมที่น้องทำ น้องชอบหรือไม่ชอบ? น้องได้เรียนรู้อะไรบ้าง?
.
แต่ที่ EverLearnX เราอยากให้น้องได้ Explore ก่อนที่จะรีบตัดสินว่าตัวเองต้องเป็นอะไร เราจึงพยายามเปิดโอกาสให้น้องได้ลองทำหลายอย่างที่อาจไม่ใช่ Engineering ดูก่อนด้วย
.
เช่น เราชวนน้องเข้าร่วมกิจกรรม Career Talk ของพี่ๆ ที่ทำงานสาย Engineering อีกครั้งหนึ่ง ก็ชวนเข้าไปฟัง Career Talk ของพี่ๆ สาย Business และอีกครั้งก็เป็นสายรัฐศาสตร์
.
ตอนปิดเทอม ก็ให้ไปฝึกงาน 1 เดือน ที่โรงงานผลิตอาหารแห่งหนึ่งในแผนกวิศวกรรม ผลปรากฏว่า พอมา Reflect ร่วมกันกับน้อง น้องบอกว่าไม่ชอบด้าน Engineering แล้ว แต่กลายเป็นว่า ช่วงที่ทำ Internship นั้น ได้เจอพี่ๆ แผนก Business Development แล้วรู้สึกว่าน่าสนใจมาก
.
เพราะสิ่งที่ตัวเองสนุกที่สุด ไม่ใช่การนั่งออกแบบระบบ Engineering แต่พี่ๆ เค้าคุยกันถึงเรื่องว่า เรากำลังสร้าง Product นี้ให้ใคร? ลูกค้าต้องการมันจริงหรือเปล่า? เราจะขายมันอย่างไร?
.
ทั้งนี้ เราก็ไม่ได้รีบบอกน้องว่า งั้นเปลี่ยนไปเรียน Business เลย แต่ช่วยกัน Explore ต่อ เราก็เลยแนะนำที่ Internship อีกแห่ง เป็นแนว Business รวมทั้งให้ไปลองลงแข่ง Case Competition ดู
.
ผลปรากฏว่า น้องชอบเลย
.
นอกจากจะรู้ว่าตัวเองชอบอะไรแล้ว ตอนทำ Internship น้องยังได้โอกาสจากพี่ Supervisor ให้ประสานงานกับพี่ๆ แผนกอื่นๆ ทำให้น้องได้ Skill การพูดคุยสื่อสารกับผู้ใหญ่ ทำให้ตัวเองมีความมั่นใจในการพูดคุยมากขึ้น
.
พอไปร่วมทีมแข่ง Case Competition และ Hackathon ก็ได้เอา Skill การสื่อสารนั้น มาใช้พูดคุยกับทีม และที่สำคัญ พอได้ฝึกพูดคุยกับพี่ๆ EverLearnX ในการเล่าเรื่อง Reflect ตัวเองอยู่บ่อยๆ ก็ได้ Skill การ Presentation ที่ดี ทำให้ตอนไป Present ใน Case Competition และ Hackathon ก็ทำได้ดีมากเป็นหนึ่งในทีมที่เข้ารอบลึกๆ
.
นอกจากนี้ เรายังมีส่วนช่วยแนะนำน้องในการทำ Passion Project โดยน้องเลือกเข้าไปช่วยร้านอาหารและร้านค้ารายย่อยในชุมชนที่มีสินค้าดี แต่ยังไม่เก่งเรื่องการขาย Online น้องเริ่มจากเข้าไปคุยกับเจ้าของร้าน ศึกษาว่าลูกค้าคือใคร วิเคราะห์คู่แข่ง ช่วยคิด Branding และ Content รวมถึงทดลองทำ Social Media Marketing แล้ววัดผลว่า Campaign แบบไหนช่วยเพิ่มยอดขายหรือดึงลูกค้าใหม่ได้จริง
.
ก่อนเริ่ม Project พี่ๆ ก็แนะนำให้น้องไปเรียน Online Course ด้าน Digital Marketing และ Business Analytics เพิ่มเติม เพื่อให้ไม่ได้ทำ Project จากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว แต่รู้จักตั้งสมมติฐาน เก็บข้อมูล วิเคราะห์ Customer และวัดผลจากสิ่งที่ตัวเองทดลองทำจริง
.
2 ปีผ่านไป จากเด็ก Grade 9 ที่เคยไม่กล้าคุยกับคนแปลกหน้า กลายเป็นเด็ก Grade 11 ที่มี Leadership skill เต็มที่ สามารถยืน Present สิ่งต่างๆ ต่อหน้าผู้ใหญ่ได้อย่างมั่นใจ รู้จักทำงานร่วมกับคนที่มีความคิดเห็นต่างกัน กล้าตัดสินใจ รับผิดชอบงานของตัวเอง และที่สำคัญที่สุดคือ รู้จักตัวเองมากพอที่จะบอกได้ว่าไม่ได้อยากเป็น Engineer อย่างที่เคยคิด
.
ถึงตรงนี้ น้องยังไม่ได้ส่ง Application เลยนะครับ ยังไม่ได้สอบติด Harvard, Stanford, Oxford เลย แต่ถ้าถามผมว่า “เด็กคนนี้ประสบความสำเร็จหรือยัง?” ผมตอบได้ทันทีว่า “สำเร็จไปเยอะแล้ว”
.
เพราะต่อให้วันหนึ่งผล Application ไม่ได้ออกมาตามที่เราหวังทุกมหาวิทยาลัย ไม่มีใครเอาสิ่งที่น้องได้เรียนรู้ตลอด 2 ปีนั้นกลับไปได้ มหาวิทยาลัยเอา Leadership ของน้องคืนไปไม่ได้, Admissions Committee เอาความกล้าของน้องคืนไปไม่ได้, ห้องสอบ SAT เอาความสามารถในการแก้ปัญหาของน้องคืนไปไม่ได้
.
Skill เหล่านั้นจะตามน้องไปตอนเรียนมหาวิทยาลัย, ตามไปตอนสมัคร Internship, ตามไปตอนสมัครงาน Full-time, ตามไปตอนสร้าง Startup, ตามไปตอนต้องบริหารทีม, รวมทั้งการบริหารชีวิตส่วนตัว
.
สำหรับผม ถ้าวันหนึ่งน้องที่ EverLearnX ดูแลสอบติด Harvard, Stanford, MIT, Oxford หรือ Cambridge แน่นอนครับ เราดีใจมาก คุณพ่อคุณแม่และน้องก็คงดีใจเช่นกัน
.
แต่ผมอยากให้คุณพ่อคุณแม่ลองมองย้อนกลับไปไกลกว่าวันที่ได้รับ Offer มองกลับไปในวันที่ลูกยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร, วันที่ไม่กล้าพูดกับผู้ใหญ่, วันที่ไม่มั่นใจในการ Present หน้าชั้นเรียน, วันที่ Project แรกพัง, วันที่ทะเลาะกับเพื่อนร่วมทีม, วันที่ร้องไห้เพราะ Competition แพ้
.
แล้วดูคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเราในวันนี้ ถ้าเด็กคนนั้นค้นพบสิ่งที่รัก, กล้าขึ้น, เก่งขึ้น, รู้จักตัวเองมากขึ้น, แก้ปัญหาได้เองโดยไม่ถามพ่อแม่ทุกครั้ง, ทำงานกับคนอื่นเป็นขึ้น, ล้มแล้วลุกได้เร็วขึ้น ผมว่าลูกของเรา “ชนะ” ไปนานแล้วครับ
.
นี่คือสิ่งที่ EverLearnX อยากทำให้กับน้องทุกคน เราไม่ได้อยากเพียงปั้น Profile ให้ลูกดีพอสำหรับ Ivy League, Oxbridge, และมหาวิทยาลัยระดับโลก แต่อยากใช้ช่วงเวลาหลายปีก่อนสมัคร ช่วยให้น้องๆ ได้ Explore ตัวเอง ได้ลองทำสิ่งใหม่ ได้ค้นพบสิ่งที่รัก ได้พัฒนาทักษะที่ยังขาด และค่อยๆ เติบโตเป็น Version ที่เก่งกว่าเดิม
.
🧑🎓💼อยากให้ลูกได้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยในฝัน? สามารถปรึกษาฟรีเพื่อวางแผนการสมัครได้ที่🔽
https://lin.ee/5LArdAx
.
📍ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: www.everlearnx.com
.
🏆การันตีความสำเร็จโดยพี่ๆ ที่เคยติด Harvard, Stanford, Wharton, MIT, Columbia, UCLA, Oxford, Cambridge ช่วยแนะแนวทางให้ลูกแบบเจาะลึก

Related post

“อยากเข้า Ivy League ต้องเริ่มตอนกี่ขวบ?“
ช่วงหลังๆ ผมเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่คงเห็นข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมตัวเข้า Ivy League, Oxford, Cambridge ของเด็กๆ ตั้งแต่อายุยังน้อยมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากบทความ, VDO, หรือโฆษณาใน Internet และช่องทาง Social Media ต่างๆ

The Odyssey กับการสมัคร Ivy League
สัปดาห์นี้ ผมได้มีโอกาสดูหนังเรื่อง The Odyssey ของผู้กำกับภาพยนตร์ Christopher Nolan ซึ่งกำลังเป็นกระแสได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเป็นเรื่องของวีรบุรุษชาวกรีก ชื่อ Odysseus ผู้ใช้เวลากว่า 10 ปี หลังทำสงครามกรุงทรอยเสร็จ ในการเดินทางฝ่าพายุ สัตว์ประหลาด แม่มด ภูติผีปีศาจ และอุปสรรคต่างๆ มากมาย เพื่อกลับบ้าน

“ทำไมคนหนึ่งสอบติด อีกคนสอบไม่ติด“
คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยไหมครับ น้องสองคน เรียนโรงเรียนคล้ายๆ กัน ตื่นเช้าไปเรียนเหมือนกัน กลับบ้านมาอ่านหนังสือเหมือนกัน เล่นกีฬาเหมือนกัน เรียนดนตรีเหมือนกัน ทำกิจกรรมในโรงเรียนเหมือนกัน แต่พอถึงวันสมัครมหาวิทยาลัยระดับโลก คนหนึ่งสอบติด อีกคนไม่ติด