“ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” ครับ ช่วงตรุษจีนแบบนี้ หลายๆ ครอบครัวคงพูดถึงเรื่องอนาคตของลูกกันไม่น้อย ถ้าพูดถึงการส่งลูกไปเรียน ป.ตรี ต่างประเทศ ปลายทางยอดฮิตของคนไทยก็มักจะเป็น US และ UK
.
แล้วทำไม “จีน” ถึงควรถูกพิจารณาเป็นอีกตัวเลือกที่ดีทัดเทียมกัน?
.
สิ่งที่ผมจะแชร์ในวันนี้ กลั่นกรองมาจากประสบการณ์จริงของทีม EverLearnX ครับ ตัวผมเองเคยมีโอกาสไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ CEIBS (China Europe International Business School) ในเซี่ยงไฮ้ ส่วนพี่ซัน หนึ่งในหุ้นส่วนของผม เรียน MSc in International Business ที่ Fudan University และจบ ป.ตรี จาก UCLA เป็น Double Major คือ ภาษาจีน และรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ คุณ Robert หนึ่งใน Consultant ของ EverLearnX เป็นชาวอเมริกันที่เคยทำงานที่ KPMG บริษัทสอบบัญชีระดับโลก สาขาประเทศจีน
.
พวกเราจึงไม่ได้ให้มุมมองจีนแต่เพียงภายนอก แต่มาจากประสบการณ์การใช้ชีวิต ทั้งการเรียนและทำงานจริง ซึ่งวันนี้ ขอสรุปข้อดีของการเรียนที่จีนออกมาเป็น 5 ข้อ ดังนี้ครับ
.
- ระบบการเรียนมีความเป็นอินเตอร์และเรียนอย่างเข้มข้น ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนมีหลักสูตรนานาชาติจำนวนมาก นักศึกษาต่างชาติจากยุโรป อเมริกา และเอเชียไปเรียนเพิ่มขึ้นทุกปี และต้องยอมรับว่า เด็กจีนขยันมาก วัฒนธรรมการเรียนในจีนเลยจริงจัง เข้มข้น แต่ในขณะเดียวกัน ผู้เรียนก็ไม่ได้ต้อง ยกมือแสดงความคิดเห็นทุกคลาสแบบ US ผมมองว่าบรรยากาศการเรียนในจีนอยู่กึ่งกลางระหว่างไทยกับอเมริกา เหมาะกับน้องๆ ที่ยังไม่มั่นใจเรื่องการพูดในคลาสแบบสุดโต่ง แต่ก็อยากพัฒนาตัวเองให้เป็นสากล
. - Ranking มหาวิทยาลัยจีนไม่แพ้ US/UK เช่น ใน QS World Ranking 2026 มีมหาวิทยาลัยในจีน 2 แห่ง ติดอันดับ Top 20 ของโลก ได้แก่ Tsinghua University และ Peking University และในบางสาขา เช่น AI / Data / Engineering นั้น จีนถือเป็นแนวหน้าของโลกเลยด้วยซ้ำครับ
. - ค่าใช้จ่ายของจีนต่ำกว่า US/UK อย่างมีนัยสำคัญ ลองเทียบคร่าวๆ ระดับปริญญาตรี เช่น UCLA มีค่าเทอมประมาณ 1.6 ล้านบาทต่อปี ส่วนค่ากิน-อยู่ประมาณ 700,000 บาทต่อปี หากเรียน 4 ปี ต้องใช้จ่ายทั้งสิ้น 10 ล้านบาท ในขณะที่ Fudan University มีค่าเทอมประมาณ 500,000 บาทต่อปี และค่าครองชีพประมาณ 350,000 บาทต่อปี รวมกัน 4 ปี เพียง 3.5 ล้านบาท … ต่างกันหลายล้านบาทเลยครับ และสำหรับเรื่องอาหารการกิน หากอยู่ที่จีน สามารถทานที่ร้านได้ในราคาไม่แพงมาก ในขณะที่ US/UK ถ้าทานร้านอาหารบ่อยๆ ค่าใช้จ่ายจะสูงมาก
. - เรียนจบพูดจีนคล่องแน่นอน อย่างเช่นผมเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ที่จีน 4 เดือน ตอนนั้น ใช้ภาษาจีนทุกวันในชีวิตประจำวัน เช่น สั่งอาหาร ถามทาง ซื้อตั๋วหนัง เยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยง เป็นต้น เวลาเรียน ก็คุยกับเพื่อนคนจีนด้วยภาษาจีนบ้าง อังกฤษบ้าง ตอนนั้นรู้สึกเลยว่าพูดจีนเป็นเร็วมาก คล่องมาก ระดับที่เอาตัวรอดได้ ใช้ชีวิตในจีนได้เลย แล้วลองคิดดูครับ ถ้าได้เรียนที่นั่น 4 ปี ภาษาจะไปได้ไกลแค่ไหน? ในโลกธุรกิจวันนี้ จีนคือหนึ่งในมหาอำนาจเศรษฐกิจของโลก ถ้าน้องสามารถพูดจีนได้คล่อง แถมมีเพื่อนร่วมชั้นเป็นคนจีนซึ่งในอนาคตอาจเป็นนักธุรกิจ ผู้บริหาร หรือผู้ก่อตั้งบริษัทใหญ่ๆ โอกาสทำงานในจีน หรือทำธุรกิจกับจีน จะเปิดกว้างขึ้นมาก
. - ใกล้บ้าน ปลอดภัย อุ่นใจกว่าที่คิด จีนอยู่ใกล้ไทยมาก บินเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ถึง Timezone แทบไม่ต่างกัน คุณพ่อคุณแม่สามารถบินไปเยี่ยมลูกได้สะดวก ลูกก็กลับบ้านช่วงปิดเทอมได้ง่าย ไม่ต้องนั่งเครื่อง 15–30 ชั่วโมงเหมือน US หรือ UK ในแง่ของความสบายใจของครอบครัว จีนจึงเป็นตัวเลือกที่ Balance ได้ดีระหว่างคุณภาพการศึกษาและความใกล้ชิดกับบ้าน อีกทั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บางประเทศมีประเด็นเรื่องความไม่ปลอดภัยหรือกระแส Asian Hate แต่ในจีนไม่มี เพราะเราเป็น Asian เหมือนกันทั้งหมดครับ และโดยรวมแล้ว เมืองใหญ่ในจีนมีความปลอดภัยสูง ระบบขนส่งสาธารณะดี โครงสร้างพื้นฐานครบครัน และสภาพแวดล้อมค่อนข้างเป็นระเบียบครับ
.
อย่างไรก็ดี จีนไม่ได้เหมาะกับทุกคน ถ้าน้องไม่ชอบสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างแข่งขันสูง หรือถ้าน้องอยากได้ประสบการณ์การเรียนแบบตะวันตกเต็มรูปแบบ เช่น การเรียนที่มีการถกเถียง แสดงความคิดเห็นในห้องเรียนตลอดเวลา มีอิสระเลือกวิชาเรียนข้ามคณะได้เยอะ หรืออยากซึมซับวัฒนธรรมตะวันตกแบบเต็มที่ US หรือ UK อาจตอบโจทย์มากกว่า
.
สุดท้ายแล้ว คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าประเทศไหนดีสุด? แต่คือ ลูกของเราเหมาะกับประเทศไหนมากที่สุด? ต่างหากครับ
.
🧑🎓💼อยากให้ลูกได้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยในฝัน? สามารถปรึกษาฟรีเพื่อวางแผนการสมัครได้ที่🔽
https://lin.ee/5LArdAx
.
📍ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: www.everlearnx.com
.
🏆การันตีความสำเร็จโดยพี่ๆ ที่เคยติด Harvard, Stanford, Wharton, MIT, Columbia, UCLA, Oxford, Cambridge ช่วยแนะแนวทางให้ลูกแบบเจาะลึก



