จบโรงเรียนไทย ก็ไป Harvard ได้

Study in US

December 4, 2025

“จบโรงเรียนไทย ก็ไป Harvard ได้”
.
“หาเงินไว้เยอะๆ นะพ่อ 15 ล้านน่ะ มันค่าเล่าเรียน แล้วก็ 12 ปี นับจากนี้ ห้ามป่วย ห้ามเจ็บ ห้ามตายนะ” นี่คือเสียงสนทนาของคุณพ่อ คุณแม่ ในภาพยนตร์ของ Netflix เรื่อง “ลักกันวันตาย” ที่ต้องการส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ ค่าเทอมปีละล้าน และยังต้องบริจาคเงินจำนวนมาก เพื่อให้ได้เข้าเรียน
.
นี่อาจเป็นการสะท้อนภาพของหลายครอบครัว ที่มองว่า การส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ แล้วต่อด้วยการไปเรียนปริญญาตรีต่างประเทศ คือหนทางสู่ความสำเร็จของลูก
.
อันที่จริง เงิน 15 ล้าน คือแค่ค่าเทอมจนจบมัธยมปลาย ยังไม่นับปริญญาตรี ถ้าส่งไปต่างประเทศ เช่น ที่ US มีค่าเทอมและค่ากินอยู่อีก 12 ล้าน หรือถ้าไป UK จะมีค่าเทอมและค่ากินอยู่อีก 9 ล้าน
.
แล้วถ้าเราไม่ได้ตั้งงบประมาณรองรับการเรียนอินเตอร์ตั้งแต่อนุบาลจนถึงเรียนต่างประเทศช่วงปริญญาตรีได้ขนาดนั้น แปลว่าลูกเราจะไม่ได้ดีหรอ? ไม่ใช่เลยครับ เด็กๆ แต่ละคน มีเส้นทางของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเดินทางเดียวกัน
.
แล้วถ้าเรามีงบประมาณรองรับการเรียนอินเตอร์ตั้งแต่อนุบาลจนถึงเรียนต่างประเทศช่วงปริญญาตรีได้ขนาดนั้น แปลว่าเรามีการันตีว่าลูกเราจะได้ดีใช่มั้ย? ก็ไม่จริงอีก ไม่มีใครตอบได้ครับ ปัจจัยอื่นๆ นอกจากโรงเรียนมีมากมาย
.
ดังนั้น ผมคิดว่า การจะให้ลูกเรียนโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเป็นหลักสูตรแบบใดนั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของเด็กๆ แต่ละคนมากกว่า โดยการพิจารณาเลือกโรงเรียนก็อาจจะดูจากเรื่องความสนใจและนิสัยส่วนตัวของลูก, ความเข้มข้นของวิชาการในโรงเรียน, สภาพแวดล้อมในโรงเรียน, คาแร็คเตอร์ของนักเรียนในโรงเรียน, ที่ตั้งของโรงเรียน, งบประมาณ เป็นต้น โดยมีทางเลือกมากมายครับ เช่น

  1. เรียนจบ ม.ปลาย หลักสูตรอินเตอร์ แล้วเรียนต่อปริญญาตรีต่างประเทศ
  2. เรียนจบ ม.ปลาย หลักสูตรอินเตอร์ แล้วเรียนต่อปริญญาตรีที่คณะอินเตอร์ในไทย
  3. เรียนจบ ม.ปลาย หลักสูตรไทย/EP แล้วเรียนต่อปริญญาตรีที่คณะภาคไทยในไทย
  4. เรียนจบ ม.ปลาย หลักสูตรไทย/EP แล้วเรียนต่อปริญญาตรีที่คณะอินเตอร์ในไทย
  5. เรียนจบ ม.ปลาย หลักสูตรไทย/EP แล้วเรียนต่อปริญญาตรีต่างประเทศ
    .
    ทีนี้ ถ้าคิดว่าลูกของเราเหมาะกับการเรียนต่อปริญญาตรีต่างประเทศ แต่ไม่ได้กันงบประมาณไว้ 9 ล้าน – 12 ล้าน ยังไปได้หรือไม่? คำตอบคือ ไปได้ครับ เพราะตอนนี้มีทุนการศึกษาจากทั้งภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง เช่น ทุนเล่าเรียนหลวง (King’s Scholarship), SCBX, Bangchak, SCG, CIMB เป็นต้น ซึ่งช่วยออกให้ทั้งค่าเทอมและค่ากินอยู่ แทบจะเรียกว่าไปตัวเปล่าได้เลย
    .
    แล้วถ้าตอนนี้เรียนอยู่ ม.ปลาย หลักสูตรไทย/EP ไม่มี A-Level, AP, IB เหมือนโรงเรียนอินเตอร์ แล้วจะยังไปเรียนปริญญาตรีที่ต่างประเทศในมหาวิทยาลัยระดับโลกได้มั้ย?
    .
    คำตอบคือ ได้ครับ โรงเรียนอินเตอร์ไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่จะทำให้ลูกของคุณพ่อคุณแม่สอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก เช่น Harvard MIT Stanford Columbia Berkeley Duke ได้ การเรียนในหลักสูตรไทย/EP ก็สามารถพาลูกไปสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น พี่ Earn ซึ่งเป็น Associate Partner ของ EverLearnX ที่จบจากโรงเรียนเตรียมอุดมแล้วเรียนต่อ Harvard หรือพี่ Finn ซึ่งเป็น Associate Partner ของ EverLearnX อีกท่านหนึ่ง เรียนจบจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนแล้วเรียนต่อ Berkeley
    .
    อย่างไรก็ตาม น้องๆ อาจจะต้องทำบางอย่างเพิ่มเติมจากที่ทางโรงเรียนมีให้หรือเพิ่มเติมจากที่เพื่อนๆ ในโรงเรียนทำกัน ตัวอย่างเช่น
    .
  6. เรียนเสริมภาษาอังกฤษ เพราะการสมัครเรียนต่อปริญญาตรีต่างประเทศจะมีการวัดความเชี่ยวชาญในการใช้ภาษาอังกฤษ เช่น IELTS หรือ TOEFL ซึ่ง Skill ด้านภาษานี้ ไม่ได้สามารถพัฒนากันได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน โดยเฉพาะในสังคมการเรียนหลักสูตรไทย/EP ที่ไม่ได้มี English Environment เท่าโรงเรียนอินเตอร์ แต่ต้องอาศัยการเตรียมตัวมาเป็นหลายๆ ปี ดังนั้น แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกๆ เรียนเสริมภาษาอังกฤษไว้เนิ่นๆ และเปลี่ยน Environment ให้เป็นภาษาอังกฤษได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น พี่ Finn ที่ชื่นชอบฟุตบอลมากๆ ก็มักจะดูคลิปสัมภาษณ์นักเตะและผู้จัดการทีมที่ให้สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษอยู่เป็นประจำ
    .
  7. หาโอกาสในการทำงาน (Internship) หรือทำวิจัย (Research) ในหัวข้อที่ตนเองสนใจ เพราะเป็นการแสดงถึง Passion และความพร้อมในการไปเรียนปริญญาตรีในสาขาที่น้องๆ สนใจจริงๆ ปกติแล้ว โรงเรียนอินเตอร์จะมีการ Support นักเรียนให้ทำวิจัย โดยอาจเป็นรายวิชาหนึ่งด้วย และนักเรียนโรงเรียนอินเตอร์จำนวนมาก มีการหา Internship ทำกันตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น Grade 10 (ม.4) เป็นต้น และทำหลายๆ บริษัท/องค์กร แต่โรงเรียนไทย/EP ส่วนใหญ่อาจจะไม่มีช่องทางนั้น ดังนั้น น้องๆ ต้องหาโอกาสในการทำ Internship และงานวิจัยเอง โดยอาจต้อง Reach out ผ่านคนรู้จัก ผ่าน LinkedIn หรือจะถามมาทาง EverLearnX ก็ได้ครับ
  8. เสริมทักษะด้านกีฬาและดนตรี เพราะ 2 อย่างนี้ สามารถสร้างความแตกต่างให้ตัวน้องๆ ให้ต่างจากคู่แข่งในสายวิชาการได้ดีระดับหนึ่ง เพราะการมีทักษะเหล่านี้สามารถสะท้อนคุณสมบัติบางอย่างที่ทางมหาวิทยาลัยมองหาได้ และอาจหาไม่ได้จากด้านวิชาการอย่างเดียว เช่น เป็นคนมี Teamwork skill, เป็นคนมุ่งมั่นตั้งใจมีวินัย, เป็นคนล้มแล้วลุก (Resilient), เป็นคนที่มีภาวะผู้นำ (Leadership) เป็นต้น ซึ่งปกติแล้ว น้องๆ ที่เรียนโรงเรียนอินเตอร์มักจะมีการเล่นกีฬาและดนตรีมาตั้งแต่เด็กๆ
  9. เตรียมสอบ SAT เพราะหลายๆ มหาวิทยาลัยระดับโลกบังคับให้สอบ ทำให้น้องๆ ต้องแบ่งเวลาจากการเรียนที่โรงเรียนออกมาเตรียมสอบ SAT ไปด้วย และต้องได้คะแนนที่ค่อนข้างสูงมาก เมื่อเทียบกับคะแนนของคณะอินเตอร์ในไทย หรือถ้าสมัครคณะภาคไทยอาจไม่ต้องสอบด้วยซ้ำ
    .
    ไม่ว่าจะเรียนมัธยมมาด้วยหลักสูตรใด หรือมีเงินทุนเท่าใด เส้นทางสู่ปริญญาตรีต่างประเทศเป็นของทุกคนครับ ถ้าคุณพ่อคุณแม่พร้อมสนับสนุน และลูกมีความตั้งใจ เส้นทางสู่มหาวิทยาลัยระดับโลกเป็นไปได้แน่นอนครับ
    .
    ถ้าวันนี้ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร ผมและทีม EverLearnX พร้อมช่วยดูแลลูกของคุณพ่อคุณแม่ตลอดเส้นทาง ตั้งแต่เรื่องปั้นโปรไฟล์ ทำ Essay ติวสัมภาษณ์ ติวสอบ SAT/IELTS ให้คำแนะนำเรื่องทุน เพื่อให้ลูกสอบติดมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดครับ
    .
    🧑‍🎓💼อยากให้ลูกได้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยในฝัน? สามารถปรึกษาฟรีเพื่อวางแผนการสมัครได้ที่🔽
    https://lin.ee/5LArdAx
    .
    📍ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: www.everlearnx.com
    .
    🏆การันตีความสำเร็จโดยพี่ๆ ที่เคยติด Harvard, Stanford, Wharton, MIT, Columbia, UCLA, Oxford, Cambridge ช่วยแนะแนวทางให้ลูกแบบเจาะลึก

Related post

Study Abroad FAQs, Study in UK, Study in US

เขียน Why us ไม่ได้ เตรียม Why วอด

“เขียน Why us ไม่ได้ เตรียม Why วอด”.เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมได้อ่านหนังสือชื่อ “HOME RUN แพ้กี่ครั้งไม่สำคัญ ขอตีโฮมรันครั้งเดียวพอ” ของพี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ ในตอนหนึ่ง พี่โจ้เล่าถึงเรื่อง Why us ของธุรกิจสินเชื่อกระเป๋าแบรนด์เนม bagforcash พร้อมกับบอกว่า “เขียน Why us ไม่ได้ เตรียม Why วอด”.ทันทีที่ผมอ่านตอนนี้จบ ผมนึกถึงน้องๆ ที่กำลังจะสมัครเรียนต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง Harvard, MIT, Stanford, Oxford, Cambridge ขึ้นมาทันทีเลยครับ.เพราะมหาวิทยาลัยระดับโลกไม่ได้มองหาคนมาจ่ายเงินค่าเทอมมา “รับ” ความรู้และ Network ดีดีอย่างเดียว ถ้าต้องการแค่เงิน ผู้สมัครคนไหนก็ให้ได้ แต่มหาวิทยาลัยเหล่านี้มองหาคนที่จะมา “ให้” ต่างหาก เช่น ให้ความรู้เพื่อนร่วมชั้น ให้แรงบันดาลใจเพื่อนร่วมชั้น สร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้แก่มหาวิทยาลัย ทั้งตอนเป็นนักเรียน และหลังเรียนจบไปแล้ว.คนแบบนี้ต่างหาก ที่ทำให้มหาวิทยาลัยยังมีคุณค่าต่อไปในโลกอนาคต และนั่นคือเหตุผลที่มหาวิทยาลัยระดับโลกจะถามคำถามในส่วนของ Supplemental…

Learn more

Study Abroad FAQs, Study in UK, Study in US

เจอ Bill Gates อยากบอกอะไร

“เจอ Bill Gates อยากบอกอะไร?”.คุณพ่อคุณแม่ลองจินตนาการตามผมนะครับ ถ้าลูกของเรามีโอกาสยืนอยู่ในลิฟต์กับ Bill Gates หนึ่งในคนที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้โลกมากที่สุดในยุคนี้ เขาหันมายิ้มให้ลูก ทักทาย แนะนำตัว พร้อมถามสั้น ๆ ว่า “Please tell me a bit about yourself.” ซึ่งอีก 10 วินาทีลิฟต์จะถึงที่หมาย ลูกเราจะพูดว่าอะไรดีครับ?.“ผมเรียนเก่งครับ ได้ GPA 4.0 ทุกเทอม”“หนูเป็นหัวหน้า 3 ชมรม ทำกิจกรรมเยอะค่ะ”“ผมเป็นตัวแทนแข่งวิทยาศาสตร์ระดับชาติครับ”.ฟังดูดีหมดเลยครับ แต่มันยังไม่ทำให้เขาจำลูกของเราได้เลย เพราะประโยคเหล่านั้น ยังไม่แสดงว่า “ตัวตน” ของลูกคืออะไร?.ประโยคเหล่านั้น คือข้อมูล แต่ไม่ใช่เรื่องเล่า ประโยคเหล่านั้น คือสิ่งที่ทำ แต่ยังไม่ใช่สิ่งที่เป็น.Harvard ระดับ Undergrad ล่าสุดมีผู้สมัครประมาณ 60,000 คน ได้ตอบรับเข้าเรียนประมาณ 1,900 คน หรือประมาณ 3.2% เท่านั้น มหาวิทยาลัยระดับโลกเหล่านี้ มีกรรมการคัดเลือก…

Learn more

Study Abroad FAQs, Study in UK, Study in US

อวสาน ! คนมีดีแค่คะแนน

“อวสาน ! คนมีดีแค่คะแนน”.เมื่อคะแนนอย่างเดียวมันไม่พออีกต่อไปในโลกของการเรียนต่อระดับโลก.ลองจินตนาการดูนะครับ ลูกเราได้เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยในฝัน Top 10 ของโลก เพื่อนๆ ในคลาสคือ คนที่ A-Level, IB, AP เกือบเต็ม และ SAT สูงมากๆ ระดับ 1,550++.แต่ไม่มีใครคุยกันเลย.เช้าเข้าเรียน เรียนเสร็จกลับห้อง ในห้องเรียนไม่มีใครตั้งคำถาม ไม่มีใคร Discuss ไม่มีใครลุกขึ้นมา Propose idea ใดๆ ให้อาจารย์ กิจกรรมของชมรมต่างๆ เงียบเหงา ไม่มีคนจัด Event ไม่มีใครทำอะไรนอกจากอ่านหนังสือสอบ.แล้วจบออกมา คนเหล่านั้นก็เก่งอยู่คนเดียว ไปทำงานเงียบๆ อยู่ในโลกของตัวเอง ทำเพื่อตัวเอง ไม่ได้สร้างอะไรให้สังคม ไม่ได้ Inspire ใคร ไม่ได้ทำให้โลกดีขึ้น.ฟังดูน่าเศร้าใช่ไหมครับ?.และนี่คือสิ่งที่มหาวิทยาลัยระดับโลกไม่ต้องการให้เกิดขึ้นเลย.มหาวิทยาลัยไม่ได้มองหาคนเก่งที่สุด แต่เขามองหาคนที่เก่งพอประมาณ แต่ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำให้คนรอบข้างดีขึ้น มารวมกลุ่มเรียนรู้ซึ่งกันและกันที่มหาวิทยาลัย.มหาวิทยาลัยจึงอยากได้นักเรียนที่มี Sense of contribution เช่น นักเรียนที่เข้าเรียนแล้วมีส่วนร่วมใน Class, นักเรียนที่สร้าง Club สร้าง Activity…

Learn more