“จบโรงเรียนไทย ก็ไป Harvard ได้”
.
“หาเงินไว้เยอะๆ นะพ่อ 15 ล้านน่ะ มันค่าเล่าเรียน แล้วก็ 12 ปี นับจากนี้ ห้ามป่วย ห้ามเจ็บ ห้ามตายนะ” นี่คือเสียงสนทนาของคุณพ่อ คุณแม่ ในภาพยนตร์ของ Netflix เรื่อง “ลักกันวันตาย” ที่ต้องการส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ ค่าเทอมปีละล้าน และยังต้องบริจาคเงินจำนวนมาก เพื่อให้ได้เข้าเรียน
.
นี่อาจเป็นการสะท้อนภาพของหลายครอบครัว ที่มองว่า การส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ แล้วต่อด้วยการไปเรียนปริญญาตรีต่างประเทศ คือหนทางสู่ความสำเร็จของลูก
.
อันที่จริง เงิน 15 ล้าน คือแค่ค่าเทอมจนจบมัธยมปลาย ยังไม่นับปริญญาตรี ถ้าส่งไปต่างประเทศ เช่น ที่ US มีค่าเทอมและค่ากินอยู่อีก 12 ล้าน หรือถ้าไป UK จะมีค่าเทอมและค่ากินอยู่อีก 9 ล้าน
.
แล้วถ้าเราไม่ได้ตั้งงบประมาณรองรับการเรียนอินเตอร์ตั้งแต่อนุบาลจนถึงเรียนต่างประเทศช่วงปริญญาตรีได้ขนาดนั้น แปลว่าลูกเราจะไม่ได้ดีหรอ? ไม่ใช่เลยครับ เด็กๆ แต่ละคน มีเส้นทางของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเดินทางเดียวกัน
.
แล้วถ้าเรามีงบประมาณรองรับการเรียนอินเตอร์ตั้งแต่อนุบาลจนถึงเรียนต่างประเทศช่วงปริญญาตรีได้ขนาดนั้น แปลว่าเรามีการันตีว่าลูกเราจะได้ดีใช่มั้ย? ก็ไม่จริงอีก ไม่มีใครตอบได้ครับ ปัจจัยอื่นๆ นอกจากโรงเรียนมีมากมาย
.
ดังนั้น ผมคิดว่า การจะให้ลูกเรียนโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเป็นหลักสูตรแบบใดนั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของเด็กๆ แต่ละคนมากกว่า โดยการพิจารณาเลือกโรงเรียนก็อาจจะดูจากเรื่องความสนใจและนิสัยส่วนตัวของลูก, ความเข้มข้นของวิชาการในโรงเรียน, สภาพแวดล้อมในโรงเรียน, คาแร็คเตอร์ของนักเรียนในโรงเรียน, ที่ตั้งของโรงเรียน, งบประมาณ เป็นต้น โดยมีทางเลือกมากมายครับ เช่น
- เรียนจบ ม.ปลาย หลักสูตรอินเตอร์ แล้วเรียนต่อปริญญาตรีต่างประเทศ
- เรียนจบ ม.ปลาย หลักสูตรอินเตอร์ แล้วเรียนต่อปริญญาตรีที่คณะอินเตอร์ในไทย
- เรียนจบ ม.ปลาย หลักสูตรไทย/EP แล้วเรียนต่อปริญญาตรีที่คณะภาคไทยในไทย
- เรียนจบ ม.ปลาย หลักสูตรไทย/EP แล้วเรียนต่อปริญญาตรีที่คณะอินเตอร์ในไทย
- เรียนจบ ม.ปลาย หลักสูตรไทย/EP แล้วเรียนต่อปริญญาตรีต่างประเทศ
.
ทีนี้ ถ้าคิดว่าลูกของเราเหมาะกับการเรียนต่อปริญญาตรีต่างประเทศ แต่ไม่ได้กันงบประมาณไว้ 9 ล้าน – 12 ล้าน ยังไปได้หรือไม่? คำตอบคือ ไปได้ครับ เพราะตอนนี้มีทุนการศึกษาจากทั้งภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง เช่น ทุนเล่าเรียนหลวง (King’s Scholarship), SCBX, Bangchak, SCG, CIMB เป็นต้น ซึ่งช่วยออกให้ทั้งค่าเทอมและค่ากินอยู่ แทบจะเรียกว่าไปตัวเปล่าได้เลย
.
แล้วถ้าตอนนี้เรียนอยู่ ม.ปลาย หลักสูตรไทย/EP ไม่มี A-Level, AP, IB เหมือนโรงเรียนอินเตอร์ แล้วจะยังไปเรียนปริญญาตรีที่ต่างประเทศในมหาวิทยาลัยระดับโลกได้มั้ย?
.
คำตอบคือ ได้ครับ โรงเรียนอินเตอร์ไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่จะทำให้ลูกของคุณพ่อคุณแม่สอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก เช่น Harvard MIT Stanford Columbia Berkeley Duke ได้ การเรียนในหลักสูตรไทย/EP ก็สามารถพาลูกไปสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น พี่ Earn ซึ่งเป็น Associate Partner ของ EverLearnX ที่จบจากโรงเรียนเตรียมอุดมแล้วเรียนต่อ Harvard หรือพี่ Finn ซึ่งเป็น Associate Partner ของ EverLearnX อีกท่านหนึ่ง เรียนจบจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนแล้วเรียนต่อ Berkeley
.
อย่างไรก็ตาม น้องๆ อาจจะต้องทำบางอย่างเพิ่มเติมจากที่ทางโรงเรียนมีให้หรือเพิ่มเติมจากที่เพื่อนๆ ในโรงเรียนทำกัน ตัวอย่างเช่น
. - เรียนเสริมภาษาอังกฤษ เพราะการสมัครเรียนต่อปริญญาตรีต่างประเทศจะมีการวัดความเชี่ยวชาญในการใช้ภาษาอังกฤษ เช่น IELTS หรือ TOEFL ซึ่ง Skill ด้านภาษานี้ ไม่ได้สามารถพัฒนากันได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน โดยเฉพาะในสังคมการเรียนหลักสูตรไทย/EP ที่ไม่ได้มี English Environment เท่าโรงเรียนอินเตอร์ แต่ต้องอาศัยการเตรียมตัวมาเป็นหลายๆ ปี ดังนั้น แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกๆ เรียนเสริมภาษาอังกฤษไว้เนิ่นๆ และเปลี่ยน Environment ให้เป็นภาษาอังกฤษได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น พี่ Finn ที่ชื่นชอบฟุตบอลมากๆ ก็มักจะดูคลิปสัมภาษณ์นักเตะและผู้จัดการทีมที่ให้สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษอยู่เป็นประจำ
. - หาโอกาสในการทำงาน (Internship) หรือทำวิจัย (Research) ในหัวข้อที่ตนเองสนใจ เพราะเป็นการแสดงถึง Passion และความพร้อมในการไปเรียนปริญญาตรีในสาขาที่น้องๆ สนใจจริงๆ ปกติแล้ว โรงเรียนอินเตอร์จะมีการ Support นักเรียนให้ทำวิจัย โดยอาจเป็นรายวิชาหนึ่งด้วย และนักเรียนโรงเรียนอินเตอร์จำนวนมาก มีการหา Internship ทำกันตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น Grade 10 (ม.4) เป็นต้น และทำหลายๆ บริษัท/องค์กร แต่โรงเรียนไทย/EP ส่วนใหญ่อาจจะไม่มีช่องทางนั้น ดังนั้น น้องๆ ต้องหาโอกาสในการทำ Internship และงานวิจัยเอง โดยอาจต้อง Reach out ผ่านคนรู้จัก ผ่าน LinkedIn หรือจะถามมาทาง EverLearnX ก็ได้ครับ
- เสริมทักษะด้านกีฬาและดนตรี เพราะ 2 อย่างนี้ สามารถสร้างความแตกต่างให้ตัวน้องๆ ให้ต่างจากคู่แข่งในสายวิชาการได้ดีระดับหนึ่ง เพราะการมีทักษะเหล่านี้สามารถสะท้อนคุณสมบัติบางอย่างที่ทางมหาวิทยาลัยมองหาได้ และอาจหาไม่ได้จากด้านวิชาการอย่างเดียว เช่น เป็นคนมี Teamwork skill, เป็นคนมุ่งมั่นตั้งใจมีวินัย, เป็นคนล้มแล้วลุก (Resilient), เป็นคนที่มีภาวะผู้นำ (Leadership) เป็นต้น ซึ่งปกติแล้ว น้องๆ ที่เรียนโรงเรียนอินเตอร์มักจะมีการเล่นกีฬาและดนตรีมาตั้งแต่เด็กๆ
- เตรียมสอบ SAT เพราะหลายๆ มหาวิทยาลัยระดับโลกบังคับให้สอบ ทำให้น้องๆ ต้องแบ่งเวลาจากการเรียนที่โรงเรียนออกมาเตรียมสอบ SAT ไปด้วย และต้องได้คะแนนที่ค่อนข้างสูงมาก เมื่อเทียบกับคะแนนของคณะอินเตอร์ในไทย หรือถ้าสมัครคณะภาคไทยอาจไม่ต้องสอบด้วยซ้ำ
.
ไม่ว่าจะเรียนมัธยมมาด้วยหลักสูตรใด หรือมีเงินทุนเท่าใด เส้นทางสู่ปริญญาตรีต่างประเทศเป็นของทุกคนครับ ถ้าคุณพ่อคุณแม่พร้อมสนับสนุน และลูกมีความตั้งใจ เส้นทางสู่มหาวิทยาลัยระดับโลกเป็นไปได้แน่นอนครับ
.
ถ้าวันนี้ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร ผมและทีม EverLearnX พร้อมช่วยดูแลลูกของคุณพ่อคุณแม่ตลอดเส้นทาง ตั้งแต่เรื่องปั้นโปรไฟล์ ทำ Essay ติวสัมภาษณ์ ติวสอบ SAT/IELTS ให้คำแนะนำเรื่องทุน เพื่อให้ลูกสอบติดมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดครับ
.
🧑🎓💼อยากให้ลูกได้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยในฝัน? สามารถปรึกษาฟรีเพื่อวางแผนการสมัครได้ที่🔽
https://lin.ee/5LArdAx
.
📍ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: www.everlearnx.com
.
🏆การันตีความสำเร็จโดยพี่ๆ ที่เคยติด Harvard, Stanford, Wharton, MIT, Columbia, UCLA, Oxford, Cambridge ช่วยแนะแนวทางให้ลูกแบบเจาะลึก



